กินสับปะรดแล้วลิ้นแสบ อันตรายไหม? เปิดเบื้องหลังอาการคันยิบๆ ที่หลายคนเคยเจอ!

กินสับปะรดแล้วลิ้นแสบ อันตรายไหม? เปิดเบื้องหลังอาการคันยิบๆ ที่หลายคนเคยเจอ!

กินสับปะรดแล้วลิ้นแสบ อันตรายไหม? เปิดเบื้องหลังอาการคันยิบๆ ที่หลายคนเคยเจอ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมกินสับปะรดแล้วลิ้นแสบ? เปิดเหตุผลเบื้องหลังอาการคันยิบ ๆ ที่หลายคนเคยเจอ

สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว สดชื่น และอุดมไปด้วยวิตามิน แต่หลายคนกลับต้องเจอกับอาการแสบลิ้น คันยิบ ๆ หรือรู้สึกระคายเคืองในช่องปากหลังรับประทาน จนบางคนเข้าใจว่าเกิดจากความเปรี้ยวหรือกรดในผลไม้เพียงอย่างเดียว

แต่สาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังอาการนี้ เกิดจากเอนไซม์ชนิดหนึ่งในสับปะรดที่มีชื่อว่า “โบรมีเลน (Bromelain)” ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีความสามารถในการย่อยโปรตีน และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกแสบหรือระคายเคืองบนลิ้นหลังรับประทานสับปะรดสด

โบรมีเลน เอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ทำให้ลิ้นรู้สึกแสบ

ในสับปะรดมีเอนไซม์กลุ่มย่อยโปรตีน หรือ Protease ที่เรียกรวมกันว่า โบรมีเลน (Bromelain) โดยพบมากบริเวณแกนกลางและส่วนใกล้เปลือกของผลไม้ เอนไซม์ชนิดนี้มีประโยชน์ในกระบวนการแปรรูปอาหาร เช่น การนำไปช่วยทำให้เนื้อสัตว์นุ่มขึ้น เพราะสามารถย่อยโครงสร้างโปรตีนได้

เมื่อเรารับประทานสับปะรดสด โบรมีเลนจะสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก รวมถึงผิวบริเวณลิ้น ซึ่งมีชั้นโปรตีนเคลือบปกป้องอยู่ เอนไซม์ดังกล่าวจึงเริ่มทำงานโดยเข้าไปย่อยโปรตีนบางส่วนบนผิวเยื่อบุ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูก “กัด” หรือระคายเคืองเล็กน้อย

นอกจากโบรมีเลนแล้ว สับปะรดยังมีกรดธรรมชาติ เช่น กรดซิตริก (Citric Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกัน อาจทำให้อาการแสบลิ้นหรือเสียวซ่าชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีเยื่อบุช่องปากไวต่อการระคายเคือง

กินสับปะรดแล้วลิ้นแสบ อันตรายหรือไม่?

โดยทั่วไป อาการแสบลิ้นหลังรับประทานสับปะรดถือเป็นอาการชั่วคราวและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อสับปะรดเข้าสู่กระเพาะอาหาร สภาพความเป็นกรดในกระเพาะจะทำให้เอนไซม์โบรมีเลนหมดฤทธิ์ลง

ขณะเดียวกัน เยื่อบุภายในช่องปากของมนุษย์สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว อาการคัน แสบ หรือระคายเคืองจึงมักค่อย ๆ หายไปหลังจากเวลาผ่านไป

อย่างไรก็ตาม หากหลังรับประทานสับปะรดมีอาการผิดปกติ เช่น ริมฝีปากบวม ลมพิษ คันรุนแรง หายใจลำบาก หรือแน่นหน้าอก อาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้อาหาร ไม่ใช่เพียงอาการแสบลิ้นจากโบรมีเลน ควรรีบพบแพทย์

เคล็ดลับกินสับปะรดอย่างไรให้ไม่แสบลิ้น

สำหรับคนที่ชอบกินสับปะรด แต่ไม่อยากเจออาการแสบลิ้น สามารถลดผลกระทบจากโบรมีเลนได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • แช่น้ำเกลือเจือจาง: หลังปอกเปลือกและหั่นสับปะรดแล้ว สามารถแช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 10–15 นาที วิธีนี้ช่วยลดการทำงานของเอนไซม์บางส่วน และทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น
  • ตัดแกนกลางออก: บริเวณแกนสับปะรดมักมีโบรมีเลนในปริมาณสูงกว่าส่วนเนื้อ การเอาแกนแข็งออกอาจช่วยลดอาการระคายเคืองได้
  • นำไปผ่านความร้อน: โบรมีเลนเป็นเอนไซม์ที่ไวต่อความร้อน การนำสับปะรดไปปรุง เช่น ทำแกง ทำแยม อบ หรือย่าง จะช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ได้
  • หลีกเลี่ยงการกินตอนท้องว่าง: สำหรับบางคน การกินสับปะรดขณะท้องว่างอาจทำให้รู้สึกระคายเคืองมากขึ้น เนื่องจากทั้งกรดและเอนไซม์ในผลไม้อาจกระตุ้นอาการไม่สบายท้องได้

อาการแสบลิ้นหลังรับประทานสับปะรดไม่ได้เกิดจากผลไม้เป็นพิษ แต่เป็นผลจากการทำงานของเอนไซม์โบรมีเลนที่สามารถย่อยโปรตีน รวมถึงปฏิกิริยาร่วมกับกรดธรรมชาติในผลไม้

ดังนั้น คนส่วนใหญ่ยังสามารถรับประทานสับปะรดได้ตามปกติ เพียงเลือกวิธีเตรียมที่เหมาะสม เช่น ตัดแกน แช่น้ำเกลือ หรือผ่านความร้อน เพื่อลดความระคายเคืองและช่วยให้กินผลไม้ชนิดนี้ได้อย่างสบายมากขึ้น

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล